Friday 10th of September 2010
| พลิกแฟ้มคดีดังชายแดนใต้ที่สุดท้าย"ศาลยกฟ้อง" |
|
|
|
| Written by Administrator |
| Monday, 19 October 2009 15:23 |
|
ทีมข่าวอิศรา โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา แม้ว่ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จะยืนยันถึงความจำเป็นและประสิทธิผลจากการใช้ "กฎหมายพิเศษ" อย่างพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ "พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ" ว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทำให้ฝ่ายความมั่นคงสามารถ"พิสูจน์ทราบ" เครือ ข่ายแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบได้แล้วถึง 7,825 คน แบ่งเป็นระดับแกนนำ 1,541 คน ระดับปฏิบัติการ 2,461 คน ระดับแนวร่วม 3,823 คน และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,030 คน ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) ก็ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2547 ถึงสิ้นเดือน ก.ค.2552 มีคดีความมั่นคงเกิดขึ้นทั้งสิ้น 6,683 คดี รู้ตัวผู้กระทำผิด 1,531 คดี ออกหมายจับไปแล้ว 7,001 หมาย แยกเป็นหมาย ป.วิอาญา 3,293 หมาย และ หมาย พ.ร.ก จำนวน 3,708 หมาย ติดตามจับกุมผู้กระทำผิดได้รวม 4,076 หมาย แยกเป็นหมาย ป.วิอาญา 1,399 หมาย และหมาย พ.ร.ก. 2,677 หมายก็ตาม แต่ประเด็นที่น่าวิตกก็คือ คดีที่พ้นจากชั้นพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) ไปสู่การพิจารณาของอัยการและศาล มีคดีที่ถูกพิพากษา "ยกฟ้อง" ในอัตราที่สูงมาก ข้อมูลจากรัฐประมาณร้อยละ 35 แต่หากเป็นคดีในความรับผิดชอบของศูนย์ทนายความมุสลิม จะยกฟ้องถึงร้อยละ 75 โดยเฉพาะคดีดังๆ ที่พาดพิงถึงบุคคลมีชื่อเสียง หรือตอนจับกุมปรากฏเป็นข่าวใหญ่โต เมื่อถึงศาลจริงๆ กลับยกฟ้องเกือบทั้งหมด ล่าสุดก็คือคดีจ้างวานฆ่าตำรวจ สภ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ซึ่งมี นายอนุพงษ์ พันธชยางกูร หรืออดีต "กำนันโต๊ะเด็ง" ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี พร้อมพวกอีก 3 คนตกเป็นจำเลย ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องเช่นกัน "ทีมข่าวอิศรา" รวบรวมคดีความมั่นคงสำคัญๆ ที่ถูกศาลปฏิเสธ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ของกระบวนการยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้... กล่าวหาเป็น"พูโล-เบอร์ซาตู"ยังฟังไม่ขึ้น 1 ธ.ค.2551 ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องคดีที่ นายกอเซ็ง หรือ อูเซ็ง หรือมะนาเซ หรือชาการิม หรือซาการิม เจะเลาะ หรือเจ๊ะเลาะ หรือเจ๊ะเล๊าะ ตกเป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร สะสมกำลังพลและอาวุธ สมคบกันเพื่อเป็นกบฏ และสมคบกันเป็นซ่องโจรเพื่อกระทำความผิด คำพิพากษาตอนหนึ่งระบุว่า "ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า แม้พยานโจทก์จะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายการข่าวเบิกความเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำ ผิดของพวกพูโล แต่น่าสงสัยว่าคนร้ายจะเป็นคนเดียวกันกับจำเลยหรือไม่ เพราะสายลับบอกว่าชายชื่อ "ซาการิม" มีจำนวนมากซ้ำๆ กัน การที่ตำรวจมีหมายจับ และสายลับอีกคนพาไปจับกุมจำเลยที่ด่าน อ.สะเดา จ.สงขลา และสายลับได้รับรางวัล 1 ล้านบาท แต่หมายจับดังกล่าวมีแต่ชื่อ-นามสกุล ไม่มีตำหนิรูปพรรณอื่นๆ แต่สายลับกลับทราบว่าจำเลยนิ้วชี้ด้วน มีแผลเป็นหลายแห่ง ทำให้น่าสงสัยว่าจำเลยเป็นคนเดียวกับบุคคลตามหมายจับหรือไม่ ทั้งพยานที่เป็นอดีตพูโลก็เบิกความยืนยันว่า ไม่เคยพบเห็นจำเลยมาก่อน ประกอบกับบันทึกของคณะทำงานปฏิบัติการพื้นที่ภาคใต้เกี่ยวกับพฤติการณ์ก่อ การร้ายของจำเลยก็มีความน่าสงสัยเกี่ยวกับรายละเอียดและช่วงเวลาเกิดเหตุกับ เวลาที่ไปจับกุมจำเลย และการจับกุมทำบันทึกดังกล่าวก็ไม่ได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา เพราะไม่ได้แจ้งสิทธิผู้ต้องหา จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ พยานหลักฐานโจทก์มีข้อสงสัยหลายประการ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลย พิพากษายกฟ้อง" 12 พ.ย.2551 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่ นายยา อะแด อายุ 61 ปี ตกเป็นจำเลยฐานร่วมกับพวกกระทำการเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร และสมคบกันเป็นกบฏแบ่งแยกดินแดน ก่อตั้งขบวนการ "เบอร์ซาตู" ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศาลให้เหตุผลในคำพิพากษาคล้ายคลึงกันว่า "โจทก์มีประจักษ์พยานเพียงปากเดียว และมีน้ำหนักเบา อีกทั้งคำให้การของพยานโจทก์ปากอื่นๆ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า และจำเลยยืนยันมาตลอดว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกายบังคับให้รับ สารภาพ ซึ่งจำเลยไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนเบอร์ซาตูเลย พยานโจทก์มีพิรุธน่าสงสัยหลายประการ ไม่มีน้ำหนักรับฟังเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้ พิพากษายืนให้ยกฟ้อง" ฮือฮา"มือยิงผู้พิพากษา"หลุดชั้นอุทธรณ์ 26 ธ.ค.2551 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้อง นายอับดุลเลาะห์ ปะชี ช่างแกะสลักเฟอร์นิเจอร์ อยู่เลขที่ 57/1 ต.ปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นจำเลยในคดีฆ่า นายรพินทร์ เรือนแก้ว ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 ก.ย.2547 บางตอนของคำพิพากษาระบุว่า "โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบให้เห็นว่าจำเลยมีส่วนร่วมในการฆ่าผู้ตาย มีเพียงคำรับสารภาพในชั้นสอบสวน รวมถึงบันทึกนำชี้ที่เกิดเหตุพร้อมภาพถ่าย ซึ่งคำให้การในชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่าซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายที่ไม่ให้รับ ฟังได้ตามลำพัง โดยจำเลยก็ให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณาว่าไม่ได้กระทำผิด และต่อสู้ว่าถูกขู่เข็ญทำร้ายร่างกายให้รับสารภาพ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกฆ่า ผู้ตายหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรค 2 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น จึงพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยให้คืนรถจักรยานยนต์และโทรศัพท์มือถือของกลางให้จำเลย แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างฎีกา" ยกฟ้อง"นัจมุดดิน"คดีปล้นปืน 15 ธ.ค.2548 ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องคดี "ปล้นปืน" ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และ 2 นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส พรรคไทยรักไทย (ในขณะนั้น) และนายอารีฟ หรือ ฮาริฟ โซ๊ะโก ในความผิดฐานเป็นกบฏแบ่งแยกดินแดน ร่วมกันเป็นอั้งยี่สมคบกันเป็นซ่องโจร ระวางโทษประหารชีวิตและความผิดอื่นรวม 12 ข้อหา คำพิพากษาตอนหนึ่ง ระบุว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2547 เวลา 01.30 น. ได้มีกลุ่มคนร้ายร่วมกันปล้นปืนค่ายกองพันพัฒนาที่ 4 รวม 24 รายการ และทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อนเกิดเหตุกลุ่มคนร้ายได้ตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือในที่เกิดเหตุและใกล้ เคียง ตัดต้นไม้ วางระเบิดสถานที่ราชการ เผาโรงเรียน 19 แห่ง วางตะปูเรือใบ ต่อมาเมื่อวันที่ 4 เม.ย.2548 ตำรวจได้เข้าตรวจค้นบ้าน นายมะสุกรี เซ็ง พบปืนเอ็ม 16 จำนวน 4 กระบอก ตรวจพิสูจน์แล้วพบว่าเป็นปืนชนิดเดียวกับที่ถูกปล้น คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1-2 ทำผิดจริงหรือไม่ ซึ่งโจทก์มีประจักษ์พยาน 6 ปากนำสืบ คือ นายอนุพงษ์ พันธชยางกูร อดีตกำนัน ต.โต๊ะเด็ง จ.นราธิวาส นายมะยูโซ๊ะ หะยีมามะ ผู้ใหญ่บ้านโต๊ะเด็ง น.ส.สามีฮะ บือราเฮง แม่บ้าน ซึ่งนายอนุพงษ์เคยให้การในชั้นสอบสวนว่าเป็นคนเสิร์ฟน้ำในการประชุมของกลุ่ม นายมุสตาฟา หะยี ครูสอนศาสนา นายมามะ ยารอบี และนายอาซีซาน สุเด็ง แต่ในการเบิกความชั้นศาล ทั้งหกได้กลับคำให้การ และรับว่าที่ลงชื่อรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่าเคยร่วมประชุมวางแผนครั้งแรกที่ บ้านจำเลยที่ 1 เมื่อต้นเดือน พ.ย.2546 ครั้งที่ 2 ที่โรงเรียนสัมพันธ์วิทยา อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส และครั้งที่ 3 ที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โต๊ะเด็ง ซึ่งจำเลยที่ 1 มอบหมายให้นายอนุพงษ์ และจำเลยที่ 2 กับพวก ร่วมกันวางแผนปล้นปืนในวันที่ 4 ม.ค.2547 นั้น เป็นเพราะถูกเจ้าหน้าที่บังคับ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า พยานทั้งหมดได้ให้การทั้งในฐานะผู้ต้องหาร่วมในคดีปล้นปืน-เผาโรงเรียนและใน ฐานะพยาน แม้ว่าคำให้การในชั้นสอบสวนจะรับสารภาพ แต่ไม่อาจนำมาพิจารณาได้ เพราะถือเป็นคำให้การซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกันเอง และเห็นว่าคำให้การของพยานโจทก์มีข้อพิรุธน่าเคลือบแคลงสงสัย ขณะที่ในชั้นนำสืบ โจทก์ไม่มีพยานวัตถุ เอกสาร รอยนิ้วมือแฝง คราบเลือด และผลพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ที่แสดงว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกระทำผิด พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้เพียงพอ พิพากษายกฟ้อง" "หมอแว"พ้นพงหนามคดีเจไอ 1 มิ.ย.2548 ศาลมีคำพิพากษาในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ อดีตแพทย์ประจำโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ และพวก 3 คน คือ นายมัยสุรุ หะยีอับดุลเลาะ นายมุญาฮิด หะยีอับดุลเลาะ และนายสมาน แวกะจิ โดยกล่าว หาว่าเป็นสมาชิก และวางแผนร่วมกับ นายอาราฟิน บินอาลี หรือ บังริดวน สมาชิกกลุ่มเจมา อิสลามิยาห์ (เจไอ) ชาวสิงคโปร์ เตรียมก่อวินาศกรรมวางระเบิดสถานทูต 5 แห่งในกรุงเทพฯ ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน้อย เป็นคำให้การซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกันเอง จึงพิพากษายกฟ้อง และอัยการตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์ สำหรับคดีเกี่ยวกับความผิดฐานแบ่งแยกดินแดนที่เคยเป็นข่าวครึกโครม มีคดีเดียวที่ศาลมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด คือคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต นายหะยีดาโอ๊ะ ท่าน้ำ อายุ 48 ปี อดีตหัวหน้าขบวนการพูโล จำเลยที่ 1 นายหะยี บือโอ หรือ บาบอแม อายุ 68 ปี ประธานขบวนการพูโล จำเลยที่ 2 และนายหะยีสะมะแอ ท่าน้ำอายุ 54 ปี หัวหน้ากองกำลังติดอาวุธขบวนการพูโล จำเลยที่ 4 ขณะที่ศาลอุทธรณ์แก้โทษที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง นายอับดุลเราะห์มาน บิน อับดุลกาเดร์ อายุ 57 ปี สมาชิกขบวนการพูโล จำเลยที่ 3 เป็นประหารชีวิต แต่คำให้การจำเลยที่ 3 มีประโยชน์อยู่บ้าง จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงโทษจำคุก 50 ปี ส่วนนายยามี มะเซะ อายุ 55 ปี สมาชิกขบวนการพูโล จำเลยที่ 5 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ซึ่งอัยการไม่ได้ยื่นอุทธรณ์แต่อย่างใด ปัจจุบันคดีของ นายหะยีดาโอ๊ะ ท่าน้ำ และพวก อยู่ระหว่างฎีกา เปิดตัวเลขคดีความมั่นคงยกฟ้องเพียบ จากรายงาน ของฝ่ายความมั่นคง สรุปว่า ปัจจุบันมีคดีความมั่นคงอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาลรวม 518 คดี พิพากษาแล้ว 175 คดี จำเลย 284 คน ศาลชั้นต้นตัดสินลงโทษ 114 คดี จำเลย 184 คน (คิดเป็นร้อยละ 65) ตัดสินยกฟ้อง 61 คดี จำเลย 100 คน (คิดเป็นร้อยละ 35) ในจำนวนนี้มีบางส่วนที่ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์และฎีกา ส่วนข้อมูลผลการปฏิบัติงานของ "ศูนย์ทนายความมุสลิม" ใน ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ฯได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกือบ 1,200 เรื่อง แบ่งเป็นขอความช่วยเหลือทางคดีและกฎหมาย จำนวน 653 เรื่อง ขอความช่วยเหลือเพื่อประสานงานกับหน่วยงานราชการและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ 541 เรื่อง สำหรับคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์ทนายความมุสลิม ซึ่งมีศูนย์ย่อยรับผิดชอบแต่ละจังหวัดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และกรุงเทพ มหานคร พบว่า มีคดีที่ศาลพิพากษาแล้วรวมทั้งหมด 32 คดี ศาลลงโทษประหารชีวิต 2 คดี จำคุกตลอดชีวิต 1 คดี รอการลงโทษ 2 คดี ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง 1 คดี ศาลชั้นต้นยกฟ้อง 23 คดี และมีคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา 344 คดี จากคดีที่รับผิดชอบทั้งหมด 373 คดี |
| Last Updated ( Sunday, 08 November 2009 09:19 ) |
ร่วมรณรงค์ ยกเลิกกฎหมายพิเศษ
Copyright © 2010 macmuslim.com. All Rights Reserved.
Joomla! is Free Software released under the GNU/GPL License.
Visitors
Members : 59Content : 192
Content View Hits : 151503
Powered by Joomla!. Designed by: Free Joomla 1.5 Theme, ftp encyclopedia. Valid XHTML and CSS.




