Home MAC News ความจริงเบื้องหลัง “หมายจับ” ที่ชายแดนใต้
ความจริงเบื้องหลัง “หมายจับ” ที่ชายแดนใต้ PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Thursday, 08 October 2009 02:19
ทีมข่าวอิศรา
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา


    กระบวน การยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อหยุดยั้งสถานการณ์ความไม่สงบใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมาเนิ่นนาน โดยเฉพาะการออก “สารพัดหมายจับ” ภาย ใต้กฎหมายพิเศษที่ประกาศซ้อนทับกันหลายฉบับ จนมีผู้คนมากมายต้องตกอยู่ในวังวน...จับกุม คุมขัง ซักถาม สอบสวน แล้วปล่อยตัว เพราะไม่พบหลักฐานการกระทำความผิดใดๆ

          แม้สุดท้ายพวกเขาจะได้รับอิสรภาพ แต่ก็ต้องตกอยู่ในห้วงเวลาของการสูญสิ้นอิสรภาพ บางคนเป็นเดือน แต่บางคนก็นานนับปีและหลายๆ ปี....

          กลายเป็นปัญหาที่บ่อนเซาะความเชื่อมั่นของกระบวนการยุติธรรมในความรู้สึกของ ประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ลดน้อยถอยลงไปอีก

          พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ จาก มูลนิธิผสานวัฒนธรรม สรุปรายงานเรื่องการสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมท่ามกลางสถานการณ์ ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Establishing justice in the justice system) ซึ่งจัดทำโดยศูนย์ทนายความมุสลิม และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เพื่อสะท้อนความจริงของปัญหาที่อยู่เบื้องหลัง “สารพัดหมายจับ” ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

 
ออกหมายสุดซ้ำซ้อน

          เริ่มจากกรณีปัญหาในขั้นตอนการยื่นคำร้องขอหมายจับ

          1.การออกหมาย พ.ร.ก. (หมายที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548)

          - การออกหมายจับ พ.ร.ก. อ้างว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากสามฝ่าย  (ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง) ถ้ามีความเห็นชอบมา ศาลก็จะออกหมายให้ เสมือนเป็นนโยบายโดยไม่มีหลักการทางกฎหมาย เช่น มีพยานหลักฐานเพียงพอแก่การออกหมายหรือไม่

          ที่ผ่านมาจึงมักพบการออกหมายจากหลักฐานที่เลื่อนลอย เช่น คำซัดทอด  ชื่อเพื่อน ชื่อคนที่รู้จัก  ชื่อตามบันทึกเบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น หรือการออกหมายตามหลังเหตุการณ์ ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์  ผู้อยู่ในสถานที่ใกล้เคียง  

          แต่ปัญหานี้ตรวจสอบยาก เพราะหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ (กฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ) ขาดการการถ่วงดุลภายในฝ่ายความมั่นคงด้วยกันเอง  เมื่อตำรวจขอ ทหารกับฝ่ายปกครองก็เซ็น ทหารขอ ตำรวจกับฝ่ายปกครองก็เซ็น  เพราะกลัวว่าหากไม่เซ็น เมื่อตนเองเสนอขอออกหมายบ้างในอนาคตฝ่ายอื่นจะไม่ยินยอม

          - ตามหลักการของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยระเบียบที่เขียนขึ้นเองโดย กอ.รมน. ภาค 4 (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4) สมัย พล.ท.วิโรจน์ บัวจรูญ เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 และเป็น ผอ.รมน.ภาค 4 ในข้อ 3.1  กำหนดว่า เจ้าหน้าที่อาจขออนุญาตให้ศาลออกหมายจับ ด้วยเหตุที่ว่าบุคคลนั้นเป็น "บุคคลที่ถูกสงสัย" 

          มีข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐาน “เพียงพอ” แก่ การขอออกหมายจับหรือไม่ เพราะในการบางกรณีไม่มีหลักฐานบ่งชี้หรือยึดโยง เพียงแค่นำหนังสือรับรองของเจ้าหน้าที่สามฝ่าย (ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง) มาใช้ประกอบก็สามารถขอออกหมายจับได้แล้ว ทำให้เกิดข้อสังเกตและอาจเป็นประเด็นปัญหาขึ้นว่า ผู้ถูกออกหมายจับอาจไม่ใช่ผู้ที่เกี่ยวข้องในการก่อความไม่สงบตามที่อ้าง

          - ข้อสังเกตเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ถูกเชิญตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ น่าจะดำเนินการให้กำหนดแนวปฏิบัติในการออกหมายจับ โดยสอดคล้องเช่นเดียวกับข้อบังคับของประธานศาลฎีกา  กล่าวคือ ขั้นตอนของการออก “หมายเรียก” ควรถูกนำมาใช้ด้วย มิฉะนั้นอาจนำไปสู่ประเด็นการออกหมายจับและการจับกุมผู้บริสุทธิ์ได้

          - ในการออกหมาย พ.ร.ก. จากการตรวจสอบพบว่ามักมีการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 เข้าจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยมาขอออกหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในภายหลัง เพื่อขยายระยะเวลาในการควบคุมตัวออกไปอีก ซึ่งน่าจะเป็นการใช้กฎหมายที่ซ้ำซ้อน เนื่องจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าการควบคุมตัวจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีการมาขออนุญาตศาล เพื่อออกหมายจับ แต่เจ้าหน้าที่กลับใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกจับกุมมาก่อน แล้วขออนุญาตศาลภายหลัง

          2.การจับกุมภายใต้กฎอัยการศึก

          - ข้อสังเกตคือไม่มีการตรวจสอบการใช้อำนาจกฎอัยการศึกแม้แต่โดยฝ่ายตุลาการ ดังนั้นการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกจึงควรเป็นการใช้อำนาจอย่างจำกัด การที่ฝ่ายตุลาการอนุญาตออกหมายจับ (หมาย พ.ร.ก.) ทั้งๆ ที่บุคคลนั้นๆ อยู่ในความควบคุมภายใต้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึกอยู่แล้ว อาจนำไปสู่ข้อสังเกตว่า ฝ่ายตุลาการไม่สามารถตรวจสอบ ถ่วงดุลการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือฝ่ายทหารที่ทำหน้าที่เสมือน เจ้าหน้าพนักงานตำรวจได้

          - ผลที่อาจสืบเนื่องต่อมาก็คือ ประชาชนอาจอยู่ในสภาพหวาดวิตก ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ไม่รู้ว่าตนเองถูกจับเพราะอะไร มีหมายอะไร ถ้าถูกขู่ว่ามีหมาย พ.ร.ก.แล้วต้องทำอะไร อย่างไร ขอให้ปลดหมายได้หรือไม่

          - โดยหลักแล้วเมื่อบุคคลถูกจับตามอำนาจของพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก ผู้ถูกกักตัวควรได้รับการปล่อยภายใน 7 วัน แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าเมื่อกักตัวครบ 7 วันแล้ว ยังไม่พบการกระทำผิด เจ้าหน้าที่ก็จะมาขอออกหมายในฐานะ “ผู้ต้องสงสัย” ว่าเป็นผู้เกี่ยว ข้องกับการก่อความไม่สงบแทน ซึ่งเป็นอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อันเป็นการสนับสนุนให้เกิดแนวปฏิบัติที่ว่า เจ้าหน้าที่สามารถใช้กฎหมาย 2 ฉบับควบคุมตัวบุคคลได้ 37 วัน ทั้งๆ ที่ควรจะเป็นเพียง 7 วัน (ตามกฎอัยการศึก) หรือ 30 วัน (ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) แล้วแต่กรณี

          - ข้อเสนอเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนและเพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดความเชื่อ มั่นในกระบวนการยุติธรรมกลับคืนมา แนวปฏิบัติของฝ่ายตุลาการจึงควรสอดคล้องกับหลักแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา (ป.วิอาญา) และตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา กล่าวคือ ตรวจสอบว่าขณะที่เจ้าหน้าที่มาขอออกหมายนั้น ผู้ถูกออกหมายจับถูกควบคุมตัวภายใต้กฎอัยการศึกอยู่หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องออกหมายจับซ้ำอีก เพราะผู้ถูกควบคุมตัวถูกจับหรือถูกควบคุมตัวอยู่แล้ว

          3.การออกหมาย ป.วิอาญา ในสถานการณ์ความขัดแย้งและการก่อความไม่สงบ

          เมื่อมีการจับกุมตามหมายจับและฝากขังในสถานการณ์ปกติที่เป็นไปตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) ญาติผู้ถูกจับสามารถตรวจสอบคำร้องได้ว่า ถูกจับกุมเมื่อใด ด้วยข้อหาอะไร เหตุการณ์ใด โดยใช้เลขที่หมายจับและเลขคดีเพื่อขอฝากขัง ซึ่งจะใช้เลขเดิมจนสิ้นสุดกระบวนการ ทำให้ญาติสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ และเตรียมตัวสู้คดีได้ตั้งแต่ชั้นสอบสวน
แต่การจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ญาติจะไม่สามารถขอตรวจคำร้องขอออกหมายจับและคำร้องขอขยายระยะเวลาการควบคุม ตัวได้ เนื่องจากเลขหมายจับจะถูกเปลี่ยนไปทุกๆ 7 วัน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ถูกควบคุมตัวถูกจับตามเลขหมายจับใด ด้วยเหตุผลใด

 

คำถามถึงหลักฐาน


          ประเด็นต่อมาจัดเป็นปัญหาเฉพาะของสามจังหวัดในสถานการณ์ ก็คือความขัดแย้งเรื่องพยานหลักฐานของการขอออกหมายจับ

          - การใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มีข้อสงสัยเรื่องอคติและความไม่เป็นกลาง (เนื่องจากสำนักงานของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์อยู่ในค่ายทหาร เพื่อความปลอดภัย)  ชาวบ้านและองค์กรอื่นใดไม่สามารถรับรู้การตรวจพิสูจน์ได้ว่ามีความโปร่งใส หรือไม่ ทำให้ “เชื่อ” ว่าไม่สามารถให้ความยุติธรรม แต่เป็นการใช้เพื่อจับผิดผู้ถูกกล่าวหาที่มีความขัดแย้งทางการเมืองกับรัฐ (อาญาการเมือง) มากกว่าอาญาแผ่นดิน)

          เช่น การตรวจ "ดีเอ็นเอ" ของผู้ถูกเชิญตัวทุกคน  ลักษณะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเสมือนหนึ่งว่าประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกคนต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า "ดีเอ็นเอ" หรือรหัสทางพันธุกรรมของตนเอง ไม่ตรงกับ "ดีเอ็นเอ" ที่เก็บได้จากจุดเกิดเหตุความรุนแรงต่างๆ จึงจะเป็นผู้บริสุทธิ์  

          - ปัญหาเกี่ยวกับแฟ้มประวัติอาชญากร เช่น การชี้ภาพคนร้าย หรือทำประวัติ เจ้าหน้าที่ที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้จัดทำประวัติเข้าแฟ้มไว้เป็นจำนวน มาก  บุคคลที่เพียงแค่เจ้าหน้าที่ซักถาม บางคนถูกเชิญตัว 2-3 ชั่วโมง แต่ก็มีการถ่ายภาพเก็บไว้แล้ว และนำไปเก็บไว้ในแฟ้มประวัติอาชญากรรม แม้การถ่ายรูปทำประวัติจะอ้างว่าเป็นการเก็บข้อมูลผู้ถูกเชิญตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยังไม่เป็นผู้ต้องสงสัย แต่หลายคนก็เป็นเพียงผู้เห็นเหตุการณ์เท่านั้น

          - การใช้บันทึกการซักถามระหว่างถูกควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นหลักฐานในการกล่าวหา ตั้งข้อหา และดำเนินคดีต่อผู้ถูกควบคุมตัว รวมทั้งนำมาใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลเพื่อพิจารณาความผิด (ทั้งๆ ที่ตามหลักนิติธรรมไม่สามารถกระทำได้)

          - การพิสูจน์ความผิดตามหลักการของกฎหมาย หรือ Presumption of innocent  แต่ในความเป็นจริงกลับกลายเป็น Presumption of guilty กล่าวคือหลักฐานก่อนการฟ้องคดีมักเป็นหลักฐานจากการซัดทอดและคำบอก เล่าที่ไม่ได้มาตรฐาน (ต้องรับฟังอย่างระมัดระวังอย่างยิ่ง) แต่กลับเป็นการรับไปก่อน ฟ้องไปก่อน ทำให้คดีล้นศาล ผู้ถูกควบคุมตัวล้นคุก และไม่ได้รับการประกันตัว โดยอ้างว่ากลัวจะหลบหนีและเป็นความผิดที่มีโทษสูง

          - การตั้งข้อหาคดีก่อการร้าย ซึ่งหมายถึงการรวมตัว 5 คนมีเจตนารมณ์ปกปิด  เป็นสมาชิกขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีโดยที่ไม่มีข้อมูล มักเป็นหลักฐานการซัดทอดและคำบอกเล่า ตำรวจมักบรรยายฟ้องแบบซ้ำๆ ทำสำเนาคัดลอกกันมา แล้วก็มีพยานบุคคลปากเดิมๆ มาบรรยายในชั้นศาลกล่าวว่าจำเลยเป็นผู้ก่อการร้าย กบฏ แบ่งแยกดินแดนตามทฤษฎีที่ตนเชื่อถือ  เป็นปัญหาทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงในการพิสูจน์ความผิดข้อหากบฏ อั้งยี่ ซ่องโจร และคดีก่อการร้ายของผู้ต้องหาคดีความมั่นคงทั้งหมด

          ประเด็นนี้ควรมีการสัมมนาทางวิชาการเพื่อตีโจทย์ให้แตก และสร้างบรรทัดฐานในเรื่องการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพราะส่งผลกระทบถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก ปัจจุบันมีผู้ต้องหาคดีความมั่นคงกว่า 500 คน มีบางส่วนได้รับการประกันตัว  แต่ส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว ต้องถูกควบคุมตัวในเรือนจำสามจังหวัดและเรือนจำจังหวัดสงขลา

 

หมายที่ไม่มีจุดจบ!

          ประเด็น ความไม่ชัดเจนของการสิ้นสุดอำนาจการควบคุมตัวตามหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ  แม้โดยหลักการแล้ว ฝ่ายตุลาการจะดำเนินการโดยใช้เกณฑ์เดียวกันกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา (มาตรา 68)  แต่พบว่าในความเป็นจริงไม่มีการปลดหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และมีหลายกรณีที่เจ้าหน้าที่นำหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ใช้แล้วมาจับบุคคลนั้นซ้ำอีก

          - หมายจับตาม ป.วิอาญา นั้น เมื่อฝ่ายตุลาการอนุญาตแล้ว เจ้าหน้าที่จะสำเนาหมายให้กองคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ เช่น ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง กองหนังสือเดินทาง สถานทูตต่างๆ เป็นต้น หากต่อมาสามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับได้ ก็จะเป็นหน้าที่ของผู้จับกุมตัวหรือเจ้าของสำนวนในการทำหน้าที่แจ้งให้กอง คดีทราบเพื่อทำการปลดหมาย

          แต่สำหรับหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในทางปฏิบัติพบว่า เจ้าหน้าที่ยังคงเก็บข้อมูลการออกหมายจับของผู้ถูกควบคุมตัวไว้ในฐานข้อมูล คอมพิวเตอร์ออนไลน์ แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวได้ถูกจับและต่อมาได้รับการปล่อยตัว แล้ว แต่ในหลายกรณีคนเหล่านั้นยังคงถูกกักตัวตามจุดตรวจต่างๆ  จนกว่าจะมีคำยืนยันจากหน่วยงานที่รับผิดชอบในการยื่นคำร้องการขอออกหมายจับ ว่าได้มีการจับกุมและปล่อยตัวบุคคลต้องสงสัยแล้วจริง  บางกรณีหากไม่มีคำยืนยันจากหน่วยงานดังกล่าว บุคคลนั้นๆ จะต้องถูกจำกัดซึ่งสิทธิเสรีภาพในการเดินทางโดยทันที

          นอก จากนี้ บางกรณีเจ้าหน้าที่บางหน่วยยังนำหมายที่ใช้แล้วมาบีบบังคับให้บุคคลตามหมาย เข้าร่วมกิจกรรมหรือโครงการอบรมต่างๆ โดยอ้างว่าเพื่อนำไปสู่การปลดหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อีกด้วย

          ข้อเสนอคือ จะมีความเป็นไปได้หรือไม่หากฝ่ายตุลาการจะริเริ่มดำเนินการให้มีระเบียบใน การปลดหมายตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่แจ้งข้อมูลสถานะของหมายจับไปยังหน่วยงานความมั่นคง ต่างๆ โดยต้องดำเนินการภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากที่ได้จับกุมตัวหรือปล่อยตัวบุคคลตามหมายแล้ว

          อนึ่ง ประเด็นปัญหาเรื่องการออกหมายจับในสามจังหวัดภาคใต้ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน  และหมายจับ ป.วิอาญา เหล่านี้เป็นข้อสังเกตจากการทำงานและกรณีตัวอย่างที่พบ มิได้หมายความว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่มีมาตรฐานเช่นนี้ในทุกกรณี

          แต่ในพื้นที่ความขัดแย้งและสถานการณ์รุนแรงทางอาวุธ ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลตามระบบกระบวนการยุติธรรมบกพร่อง ทั้งในชั้นตำรวจ อัยการ ศาล และระบบการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย เช่น ทนายความ และกลไกของกระทรวงยุติธรรม จึงต้องมีนโยบายด้านความยุติธรรมที่สอดคล้องและ แก้ไขให้ถูกจุดอย่างเร่งด่วนจากทุกภาคส่วน

          ก่อนที่ประชาชนจะสูญเสียความเชื่อมั่นในหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรมของไทย!

 
Last Updated ( Sunday, 08 November 2009 09:30 )
 

ร่วมรณรงค์ ยกเลิกกฎหมายพิเศษ

Copyright © 2010 macmuslim.com. All Rights Reserved.
Joomla! is Free Software released under the GNU/GPL License.

Powered by Joomla!. Designed by: Free Joomla 1.5 Theme, ftp encyclopedia. Valid XHTML and CSS.