Home Op-Ed ปัญหาความไม่สงบกับกระบวนการยุติธรรม
ปัญหาความไม่สงบกับกระบวนการยุติธรรม PDF Print E-mail
Written by ทนายอนุกูล   
Friday, 26 June 2009 13:15

 

 อนุกูล อาแวปูเตะ

ประธานศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดปัตตานี

ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ประทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เกิดเหตุการณ์กราดยิงในมัสยิดบ้านไอปาแย อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๒ ที่เป็นเหตุให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่กำลังละหมาดในมัสยิดถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้นก็มีการฆ่าพระที่จังหวัดยะลา  เหตุการณ์เหล่านี้มีผลดึงดูดความสนใจจากสื่อให้กลับมาสู่ประเด็นปัญหาสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่อีกครั้งและนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องราวกับว่าได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นในปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งๆที่ความรุนแรงในสามจังหวัดนี้อันที่จริงเกิดต่อเนื่องแทบทุกวันนับตั้งแต่ที่มีการปล้นปืนในค่ายทักษิณพัฒนา เจาะไอร้อง นราธิวาสวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ เป็นต้นมา และผลของมันก็คือผู้คนล้มตายและบาดเจ็บจำนวนมาก ทรัพย์สินทั้งของทางราชการและเอกชนก็เสียหายจนเหลือจะกล่าว พูดได้ว่าเกิดซ้ำซากจนผู้คนเบื่อหน่ายที่จะติดตามข่าว บ้างก็หมดหวังกับการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็ตาม

ประเด็นที่จะต้องพิจารณาก็คืออะไรคือปัจจัยหรือสาเหตุที่ทำให้ความรุนแรงของเหตุการณ์หนักขึ้นหรือลดลง  ถ้ามองย้อนไปก่อนปี พ.ศ.๒๕๔๗ หาใช่ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะไม่เคยเกิดขึ้น  อันที่จริงแล้วก่อนหน้านั้นก็มีเหตุการณ์ยิงและฆ่ากันเรื่อยมา เช่น การยิงป้อมตำรวจ ปล้นอาวุธปืนในค่ายทหาร แต่เหตุการณ์เหล่านั้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนและทางการมากนัก โดยเฉพาะวิธีการจัดการปัญหาของรัฐบาลดูเหมือนจะไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามองเห็นสถานการณ์ในเวลานั้นเป็นเรื่องร้ายแรง เมื่อเกิดเหตุการณ์ปล้นปืนต้นปี ๒๕๔๗ ขึ้น ทัศนะของรัฐบาลก็ยังแสดงให้เห็นว่าไม่ได้มองเรื่องภาคใต้เป็นปัญหาจริงจังขนาดที่ผู้นำรัฐบาลชุดนั้นได้แสดงความมั่นใจว่าผู้ก่อเหตุเป็นเพียง “โจรกระจอก”  ทั้งยังสั่งยุบศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอบต.) และกองกำลังผสม พลเรือน ตำรวจ ทหาร ๔๓ (พตท.๔๓) ปล่อยให้ตำรวจเป็นผู้ดูแลปัญหาเพียงลำพัง  ผลการทำงานคือการสอบสวนทำคดีก็ปรากฏจุดอ่อนให้เห็นหลายต่อหลายครั้ง  

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายทหารเล็ก ๆ ในตำบลบ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลา ซึ่งเกิดขึ้นก่อนปี พ.ศ.๒๕๔๗ ในขณะนั้นได้มีการจับกุมกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ตำบลบ้านแหร  และลูกบ้านมาดำเนินคดี เหตุการณ์นั้นนำไปสู่การรวมตัวกันของชาวบ้านที่ศาลากลางจังหวัดยะลา เพื่อกดดันให้ปล่อยตัวกำนันและผู้ใหญ่บ้านที่ถูกดำเนินคดี เพราะชาวบ้านเชื่อว่าบุคคลที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเป็นผู้บริสุทธิ์ สุดท้ายตำรวจต้องยอมให้ได้รับการประกันตัวไป

ในฐานะที่ได้มีโอกาสทำคดีนี้ผู้เขียนพบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจโดยกองบังคับการตำรวจภูธรยะลาได้ตั้งคณะทำงานเพื่อสืบสวนสอบสวนแสวงหาพยานหลักฐาน พนักงานอัยการได้นำเสนอพยานหลักฐานต่อศาลเพื่อให้เห็นว่า กำนัน กับผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงชาวบ้านที่บ้านแหร มีส่วนในการปล้นอาวุธปืนจากค่ายทหาร โดยมีพลทหารในหมู่บ้านคนหนึ่งซึ่งอยู่ในค่ายทหารในคืนเกิดเหตุให้การว่าเห็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้สั่งการโดยได้ยินเสียงและจดจำใบหน้าได้  แล้วบันทึกคำให้การของพยานพร้อมทั้งให้ลงลายมือชื่อนำส่งต่อศาล  แต่เห็นได้ชัดว่าพยานรายสำคัญนี้มีปัญหาในเรื่องของความน่าเชื่อถือ  

มิหนำซ้ำต่อมาระหว่างที่มีการพิจารณาคดีนี้เมื่อประมาณ ปี พ.ศ.๒๕๔๘ เจ้าหน้าที่ตำรวจโดยพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดี เอส ไอ) ได้จับกุมอุสตาสจำนวน ๘ คน จากโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ จังหวัดยะลา และพนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง ๘ คนที่ศาลอาญา ในข้อหาว่าร่วมกันเป็นกบฏ ก่อการร้าย สะสมกำลังพลในเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  และเจ้าหน้าที่ฝ่ายการข่าวของกรมสอบสวนคดีพิเศษได้เบิกความว่าจำเลยทั้ง ๘ คนโดยการนำของอุสตาส สะแปอิง บาซอ ได้วางแผนคบคิดกันเพื่อจะก่อความไม่สงบแบ่งแยกดินแดน และได้วางแผนปล้นปืนของทหารมาตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๔๗ แล้ว โดยได้หยิบยกเอากรณีการปล้นปืนในช่วงปี ๒๕๔๕ และ ๒๕๔๖ รวมไปถึงกรณีการปล้นปืนที่บ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลารวมเข้าไปในข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นแผนปล้นปืนของกลุ่มอุสตาสทั้งแปดด้วย  ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีหลักฐานปรากฏแต่อย่างใดว่ากลุ่มบุคคลที่ถูกฟ้องเพราะคดีปล้นปืนที่บ้านแหรอันได้แก่กำนันและผู้ใหญ่บ้านที่บ้านแหรมีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับกลุ่มขบวนการ สะแปอิง บาซอ หรือโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิเลย การทำคดีปล้นปืนบ้านแหรจึงน่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสับสนในด้านการข่าวของเจ้าหน้าที่หน่วยต่างๆที่ทำคดีซึ่งเห็นได้ชัดว่าได้นำเสนอพยานหลักฐานที่มีความขัดแย้งและแตกต่างกันในชั้นศาล  คดีปล้นปืนบ้านแหรนั้นศาลใช้เวลาในการพิจารณาคดีหลายปี จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ศาลจังหวัดยะลาก็ได้มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด  

สิ่งที่เหลือไว้สำหรับผู้เกี่ยวข้องที่ถูกฟ้องร้องคดีนี้ก็คือบาดแผลและความทรงจำของการถูกกล่าวหาและดำเนินคดีกับเวลาของชีวิตที่สูญเสียไป  ยังมีคดีความมั่นคงแบบนี้อีกนับไม่ถ้วนที่ผู้ถูกฟ้องร้องต้องต่อสู้เป็นเวลานานกว่าที่จะได้รับอิสรภาพและสะสางชื่อเสียงได้  จริงอยู่ ตามหลักกฏหมายนั้น ผู้บริสุทธิ์มีโอกาสต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเอง แต่กว่าที่พวกเขาจะต่อสู้จนหลุดรอดมาได้ ชีวิตและอิสรภาพของพวกเขาก็ขาดหายไปหลายปีเพราะคดี “ความมั่นคง” เหล่านี้

ปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าหลายฝ่ายจะมีสมมุติฐานเพียงอย่างเดียวเท่านั้นสำหรับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดภาคใต้ นั่นก็คือการ “ แบ่งแยกดินแดน”  คำถามสำคัญก็คือว่า สมมุติฐานนี้จะตอบโจทก์ของปัญหาสามจังหวัดได้หมดหรือไม่  หากสมมุติฐานนี้เป็นแต่เพียงสมมุติฐานทางวิชาการที่ตั้งไว้เพื่อจะนำมาวิเคราะห์เป็นข้อมูลทั่วไปก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะสุดท้ายก็เป็นเพียงการวิเคราะห์เท่านั้น เมื่อผิดพลาดก็ตั้งสมมุติฐานใหม่ได้ แต่ถ้านำสมมุติฐานนี้ไปใช้ในกระบวนการยุติธรรม ถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากคดีที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดนั้น พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนการสอบสวนว่าคดีทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นคดีความมั่นคง และตั้งข้อหาเกี่ยวกับก่อการร้าย สะสมกำลังพล สะสมอาวุธ อั้งยี่ ซ่องโจร กับผู้ต้องหาซึ่งเป็นโทษหนักทุกคดี  ทั้งที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอาจจะไม่ใช่มุสลิมก็ได้และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้เกิดจากมูลเหตุความต้องการแบ่งแยกดินแดนก็เป็นได้   แต่การตั้งธงมูลเหตุแบ่งแยกดินแดนไว้ในการทำคดีส่วนใหญ่ย่อมหมายถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องมุสลิมในสามจังหวัด  เพราะคงไม่มีการตั้งข้อหาการก่อการร้ายกับผู้ต้องหาที่นับถือศาสนาอื่น  นิยามก่อการร้ายและการแบ่งแยกดินแดนจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของมุสลิมในสามจังหวัดไปเสียแล้ว  และหากถามต่อไปว่าเมื่อมีการพิจารณาคดีแล้วและศาลพิพากษายกฟ้องจำเลย ใครจะรับผิดชอบกับผลกระทบของจำเลยในคดี หมายความว่าเราจะลองผิดลองถูกกับอิสระภาพและเสรีภาพของคนในสามจังหวัดใช่หรือไม่ 

ทุกวันนี้การสอบสวนเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลงเอยด้วยสาเหตุของการ “ แบ่งแยกดินแดน” ทั้งที่บางคดีที่พิจารณากันอยู่ในศาลนั้นปรากฏรูปการณ์ว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่แตกต่างออกไป แต่พนักงานสอบสวนกลับละเลยและเพิกเฉยไม่สอบสวนให้เสร็จสิ้นกระแสความ เรื่องนี้จะมีเหตุผลของการเกรงกลัวอำนาจหรืออิทธิพลมืดบางอย่างกำกับอยู่หรือไม่ผู้เขียนไม่อาจที่จะตอบได้ แต่ผลที่เกิดขึ้นก็คือเรื่องนี้ได้ทำให้กระบวนการยุติธรรมและระบบการสอบสวนคดีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่อยู่ในสถานะที่จะเป็นกระบวนการในการแสวงหาข้อเท็จจริงที่แท้จริงได้ เพราะกรอบของกระบวนการยุติธรรมที่คับแคบ และเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่ภายใต้กรอบดังกล่าว  หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต่างทำงานกันแบบแยกส่วน แล้วก็ติดกับดักของกฎหมายและระเบียบปฏิบัติเดิม ๆ ชนิดที่ไม่อาจก้าวข้ามพ้นไปได้ ด้วยเหตุดังกล่าวทนายความที่ทำคดีเกี่ยวกับความมั่นคงก็จะพบกับพยานหลักฐานชุดเดิม ๆ พยานบุคคลหน้าเดิม ๆ อัยการที่สั่งสำนวน และศาลที่พิจารณาคดีก็จะพิจารณาคดีในรูปแบบเดิม ๆ จนแทบจะพูดได้ว่าหลับตาก็รู้ว่าพยานคนนี้จะเบิกความเกี่ยวกับเรื่องอะไร  และกลายเป็นเพียงการทำงานในระดับปฏิบัติที่ไม่สามารถสนองตอบการแก้ปัญหาในเชิงนโยบายได้ สุดท้ายกระบวนการยุติธรรมก็กลายเป็นกลไกหรือฟันเฟืองตัวหนึ่งที่เดินอยู่ภายใต้วัฎจักรของกรอบปัญหาใหญ่ในสามจังหวัดที่เป็นเรื่องของ อำนาจ และผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ใช้ปัญหาของสามจังหวัดเป็นสนามประลองกำลังกันเอง

ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับก็คือว่า ปัญหาความไม่เป็นธรรมเป็นเรื่องใหญ่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้แต่คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์ในสมัยนายอานันท์ ปัญยารชุนก็ยอมรับในข้อเท็จจริงนี้  หลังการปฏิวัติ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ รัฐบาลพลอ.สุรยุทธ จุลลานนท์ ก็แสดงให้เห็นว่ายอมรับในความสำคัญของปัญหาความเป็นธรรมถึงกับยอมเอ่ยปากขอโทษต่อประชาชนและต่อผู้นำศาสนา 

ทว่าความไม่เป็นธรรมเป็นเรื่องของนามธรรม และกรอบของความไม่เป็นธรรมก็เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เช่น ความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ทางเศรษฐกิจ และทางการเมือง การปฏิบัติที่ต่อผู้ที่นับถือศาสนาต่างกันหรือต่อคนต่างเชื้อชาติ  เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้สึกและต้องอาศัยการบอกเล่าที่เป็นระบบรวมทั้งใช้เวลาในอันที่จะพิสูจน์  แต่ความไม่เป็นธรรมที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดที่สุดก็คือการถูกกล่าวหาและดำเนินคดีโดยไม่ได้กระทำความผิดจริงอันเป็นความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมซึ่งมองเห็นเป็นรูปธรรม และเป็นความเจ็บปวดที่บาดลึกลงไปในหัวใจของผู้ถูกกล่าวหา ทั้งสำหรับตนเองและญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และหากความไม่เป็นธรรมนี้เกี่ยวพันกับเรื่องของเชื้อชาติและศาสนาด้วยแล้ว ความรู้สึกถูกกระทำก็จะยิ่งขยายวงกว้างออกไปอีก 

แม้ว่ารัฐบาลอาจจะยอมรับในข้อเท็จจริงนี้ แต่การแก้ปัญหาที่ผ่านมาก็เป็นเพียงนามธรรมเช่นเดียวกัน  ไม่ได้ปรากฏว่ามีการแก้ปัญหาในกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด และสุดท้ายก็ต้องยอมรับว่า ระบบที่มีในประเทศไทยเป็นระบบกล่าวหา หากถูกกล่าวหาโดยเจ้าหน้าที่แม้จะมีสิทธิต่อสู้คดีในชั้นศาล แต่ไม่มีส่วนไหนของระบบที่จะมองทะลุไปถึงความสูญเสียของผู้ถูกกล่าวหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการพิจารณาคดีอันเนื่องมาจากการทำงานที่ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐ สิ่งเหล่านี้รัฐจะชดเชยได้อย่างไรโดยเฉพาะในความรู้สึกของคนเหล่านั้น และจะป้อนกันอย่างไรไม่ให้เกิดซ้ำซ้อนขึ้นอีกในอนาคต   

ทั้งหมดนี้เป็นการเล่าสู่กันฟังในฐานะของทนายความที่ผ่านประสบการณ์การต่อสู้ในดคีความมั่นคงทนายความนั้นเป็นวิชาชีพหนึ่งที่มีหน้าที่ปกป้องสิทธิของผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เจ้าหน้าที่ไม่อาจที่จะปฎิเสธพวกเขาได้เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้คดีในศาลจะต้องมีทนายแก้ต่าง โดยเฉพาะคดีความมั่นคงเป็นคดีที่มีโทษหนักยิ่งสมควรที่จะให้ทนายความเข้าไปมีบทบาทตั้งแต่แรก ผู้เขียนเองรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมากที่มีรายงานข่าวจากฝ่ายความมั่นคงว่า ภายหลังจากที่มีคำพิพากษาคดีสอบสวนการตายในกรณีตากใบออกมาเจ้าหน้าที่ได้คาดการณ์กันว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้จะยิ่งหนักหน่วงขึ้น และผู้พิพากษาที่พิจารณาคดี รวมทั้งอัยการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะถูกหมายหัวจากผู้ก่อความไม่สงบ  อันที่จริงคดีตากใบเป็นเพียงคดีหนึ่งของอีกหลาย ๆ คดีที่เกี่ยวกับความมั่นคง แม้ความไม่เป็นธรรมจะเป็นเหตุของความไม่สงบ  แต่คำพิพากษาของศาลไม่น่าจะใช่ผลที่จะทำให้มีเหตุการณ์รุนแรง เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดความรุนแรงหรือไม่รุนแรงนั้นไม่มีใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วมาจากสาเหตุอะไรแน่ หากจะบอกว่าผลของคำพิพากษาในคดีตากใบ จะทำให้เหตุการณ์มีความรุนแรงขึ้น จะอธิบายอย่างไรกับอีกหลาย ๆ คดีที่ศาลให้ความปรานีพิพากษายกฟ้องจำเลยแล้วและปล่อยตัวไปซึ่งน่าที่จะเป็นที่พอใจของผู้ก่อความไม่สงบ แต่ก็ยังเกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก และสุดท้ายจะอธิบายอย่างไรกับคดีที่จำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีและถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณา เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องปล่อยตัวไปแล้วกลับถูกฆาตกรรมโดยผู้ก่อความไม่สงบก็มี  

สาเหตุของการก่อความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงยังเป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจนและการสรุปว่าทุกเรื่องทุกกรณีมาจากแรงจูงใจในการแบ่งแยกดินแดนจึงเป็นการเหมารวมที่มีผลอย่างลึกซึ้งต่อวิธีการสอบสวนและดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหลายครั้งหลายหนนอกจากจะไม่ได้ผลลัพท์ในการคลี่คลายคดีแล้ว ยังไปผูกปมเงื่อนสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้งโดยตรงและที่เกี่ยวข้องโดยอ้อมเป็นวงกว้างขึ้นทุกที  ระบบกระบวนการยุติธรรมที่เจ้าหน้าที่กำหนดบทบาทตัวเองแต่เพียงแคบๆนี้จึงกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาอันเนื่องมาจากการที่ไม่สามารถจะตอบโจทก็ควมไม่เป็นธรรมในภาพรวมได้ดังกล่าว 

 

 

 

 

 

Last Updated ( Monday, 20 July 2009 04:30 )
 

ร่วมรณรงค์ ยกเลิกกฎหมายพิเศษ

Copyright © 2010 macmuslim.com. All Rights Reserved.
Joomla! is Free Software released under the GNU/GPL License.

Powered by Joomla!. Designed by: Free Joomla 1.5 Theme, ftp encyclopedia. Valid XHTML and CSS.