Home Op-Ed มิติสิทธิมนุษยชนกับการสร้างสันติภาพ
มิติสิทธิมนุษยชนกับการสร้างสันติภาพ PDF Print E-mail
Written by เสียงจากผู้ช่วยทนายความ   
Tuesday, 02 June 2009 02:05

เวทีสาธารณะ: มิติสิทธิมนุษยชนกับการสร้างสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนใต้ (1)     

กัณหา แสงรายา

โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศราฯ

hrightforum_.jpg

  ปัตตานี-มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Cultural Foundation - CrCF)สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย (ยมท.) และวิทยาลัยอิสลามศึกษา (วอศ.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกันจัดเวทีสาธารณะเรื่อง มิติสิทธิมนุษยชนกับการสร้างสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนใต้” เมื่อ 6 มีนาคม 2551 ณ โรงแรมซีเอส จังหวัดปัตตานี โดยเชิญองค์กรและเครือข่ายภาคประชาสังคม นักวิชาการ ภาคราชการ ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ นักศึกษาและประชาชนทั่วไปกว่า 100 คน แต่มาจริงๆ เกือบ 200 คนจนแน่นห้องประชุม หลายคนบ่นว่าร้อน เข้ากับประเด็นร้อนซึ่งเป็นหัวข้อการประชุมในวันนี้

 เปิดประชุมสถานการณ์สิทธิมนุษยชน

       ภาคแรกการประชุมว่าด้วย สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดชายแดนใต้” ผู้ที่ได้รับเชิญแสดงความเห็นและให้ข้อมูลในวันนี้ ประกอบด้วยนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ผู้นำนักศึกษา นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตัวแทนจากกองทัพภาคที่ 4 ตัวแทนจากศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชายแดนใต้ และนักวิชาการอิสระซึ่งมีประสบการณ์เคลื่อนไหวต่อต้านการทรมานผู้ถูกควบคุมตัว (กรณีอะมีนุดดีน กะจิ) โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเสวนาซักถามและแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ

       อีกภาคหนึ่งเป็นปัจฉิมนิเทศเรื่อง กลไกและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศกับการสร้างสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนใต้” โดย ศาสตราจารย์วิทิต มันตราภรณ์ จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้แทนพิเศษเพื่อตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงของสหประชาชาติ ประจำเกาหลีเหนือ เป็นผู้ให้ข้อมูล ความรู้และข้อชี้แนะมากมายแก่ที่ประชุม

       somchai11.jpgคุณสมชาย หอมลออ (ในรูป) ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าวเปิดเวทีประชุม บอกวัตถุประสงค์ที่จัดฯ ว่า ผู้จัดมีเจตนาในการจัดเวทีสาธารณะมิติสิทธิมนุษยชนและการสร้างสันติภาพในครั้งนี้ ด้วยหวังว่าจะเป็นเวทีเพื่อเปิดใจ แลกเปลี่ยนข้อมูลและเสนอแนะความคิด เพื่อที่จะได้เกิดความเข้าใจร่วมกันของทุกๆ ฝ่าย อันเอื้อต่อกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ให้เกิดขึ้น

        โดยผู้จัดเห็นว่าการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้น จะละเลยหลักนิติธรรมและความเป็นธรรมไม่ได้เด็ดขาด กระบวนการสันติภาพจำเป็นต้องเคารพหลักสิทธิมนุษยชนและหลักนิติรัฐอย่างเคร่งครัด คุณสมชาย หอมลออแสดงความยินดีและดีใจที่ศาสตราจารย์วิทิต มันตราภรณ์ ตอบรับและมาร่วมปาฐกถาพิเศษในวันนี้เกี่ยวกับ กลไกและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศกับการสร้างสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนใต้” อาจารย์เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสิทธิมนุษยชน มีคุณวุฒิและความสามารถสูงยิ่ง ที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนสำหรับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

จะต้องไม่เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ

         วัตถุประสงค์ขององค์กรผู้จัดระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้จัดประสงค์ที่จะเปิดพื้นที่ทางสังคมเพื่อสร้างความเข้าใจต่อปัญหาสถานการณ์รุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมานับปี และเพื่อเปิดให้มีการแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ในบริบทที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนจากทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นเห็นชัดว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรง (ทั้งในเรื่องการปองร้ายด้วยการฆ่า ลักพาตัว ทำให้สูญหาย และการทรมานผู้ถูกควบคุมตัว) ที่สำคัญเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐด้วยเช่นกัน ถึงกระนั้นไม่ว่าฝ่ายใดเป็นผู้กระทำ ก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม คือกระทบในเรื่องสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมืองของประชาชน

 

      ในหลายกรณีแสดงให้เห็นว่ารัฐเป็นฝ่ายเลือกปฏิบัติโดยอาศัยการกำหนดนโยบาย กฎหมาย ระเบียบและขั้นตอนการปฏิบัติ ทำให้พลเมืองต่างเชื้อชาติและวัฒนธรรมไม่ได้รับความเป็นธรรมที่เท่าเทียมกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากสาเหตุความแตกต่างทางเชื้อชาติอย่างไม่สมควร ไม่ถูกต้อง และไม่ชอบธรรมแนวโน้มความรุนแรงขยายตัว

        หากมองอย่างเป็นเหตุเป็นผลจะเห็นได้ว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยประการทั้งปวง ย่อมเชื่อมโยงไปถึงระดับความรุนแรงของสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนใต้ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้น สวนทางกับที่ผู้มีอำนาจชวนเชื่อหรือชักนำให้เข้าใจไปในทิศทางตรงกันข้าม ที่เห็นชัดเจนคือ ยิ่งมีการจับกุมหรือควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโจรเพิ่มขึ้น สิ่งนี้นับเป็นเรื่องที่น่ากลัวทีเดียว เพราะผู้ที่ถูกควบคุมตัวไม่ใช่ทุกคนเป็นสมาชิกผู้ก่อความไม่สงบ หลายคนเป็นผู้บริสุทธิ์แต่กลับถูกซ้อมทรมานทุบตีอย่างไร้มนุษยธรรม ราวกับไม่ใช่มนุษย์

           กล่าวอีกนัยหนึ่งในขณะที่มีการล้อมปราบ จับกุม และควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยดำเนินต่อไปนั้น อีกด้านหนึ่งจะเห็นได้ว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนส่อแนวโน้มรุนแรงขึ้นควบคู่กันไปด้วย ซึ่งน่าจะเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการดับไฟใต้ จึงจำเป็นที่ ท็อปบู๊ต’ ซึ่งแม้จะหนักอึ้งสักเพียงใด ก็ต้องหัดเหยียบย่างบนวิถีแห่งสันติธรรมด้วย

            นั่นคือต้องใช้ความเป็นมนุษย์ เคารพและคำนึงถึงกติกาและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเสมอภาคและถ้วนหน้า สังคมโลกที่เจริญแล้วล้วนเชื่อมั่นว่า ด้วยหลักการและแนวทางแห่งมนุษยธรรมเท่านั้น ที่จะสามารถนำพาสังคมมนุษย์ไปสู่สันติสุขและสันติภาพอย่างสมควรและอย่างแท้จริง

องค์กรที่ชาวบ้านสามารถพึ่งพิงได้

         แม้ว่าพลเมืองไทยทุกคนจะได้รับการคุ้มครองในเรื่องสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับต่างๆ และปรากฏในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่กล่าวว่า มนุษย์ทั้งมวลเสมอภาคกันตามกฎหมาย และมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายจากการเลือกปฏิบัติใดๆ และจากการกระตุ้นใดๆ อันก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติ” แต่ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่าพวกเขาถูกละเมิดสิทธิอยู่ตลอดเวลา และมันไม่ง่ายที่คนจำนวนมากโดยเฉพาะคนชนเผ่าและคนชายขอบที่จะป้องกันการถูกละเมิดสิทธิของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ละเมิดคือองค์กรหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเสียเอง ดังนั้นจึงจำเป็นที่เขาจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรที่ทำงานด้านนี้โดยตรง เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที

         องค์กรที่ทำงานด้านคุ้มครองสิทธิและต่อสู้เพื่อผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิในประเทศไทยมีอาทิเช่น คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) สภาทนายความแห่งประเทศไทย และองค์กรที่เป็นแม่งานจัดการประชุมสาธารณะในวันนี้คือ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่ได้เข้ามาทำงานในพื้นที่ 3 จชต. ระยะหนึ่งแล้ว โดยร่วมกับองค์กรพันธมิตรอื่นๆ ที่เข้ามาทำงานในพื้นที่มาก่อนหน้านี้

          มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเป็นองค์กรเอกชน (NGO) ซึ่งมีเครือข่ายการทำงานทั่วทั้งประเทศ และเป็นองค์กรที่ไม่แสวงกำไร จดทะเบียนภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม มีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริม อาทิ ?สิทธิด้านวัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มประชากรที่มีความหลากหลายเพื่อกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีและจารีตปฏิบัติต่างๆ ?หลักนิติรัฐ นิติธรรม และการเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับกลุ่มประชากรที่มีความหลากหลายซึ่งกลายเป็นคนชายขอบที่มักจะได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเนื่องมาจากชาติพันธุ์ แหล่งกำเนิด ศาสนา ความเชื่อ และขาดโอกาสได้รับความช่วยเหลือ เป็นต้น

            โครงการที่ดำเนินการอยู่ใน 3 จชต. ในขณะนี้มีดังนี้ อาทิ ?โครงการส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมและคุ้มครองกฎหมายแก่ประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ ?โครงการศึกษาเรื่องการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในสังคมไทย และการฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิอันเนื่องมาจากการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ?โครงการให้ความช่วยเหลือในการอบรมกฎหมาย สถานภาพบุคคลและสิทธิมนุษยชนของคนไร้รัฐ ร่วมกับสภาทนายความ ?โครงการสังเกตการณ์คดี เป็นต้น

     สำหรับกิจกรรมที่ส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมที่ปรากฏชัดเจนในพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอชายแดนใต้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับคดีความมั่นคง อาทิในเรื่อง การซ้อมทรมาน การบังคับให้สูญหาย การเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว การถูกขังโดยไม่ชอบ กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสังเกตการณ์คดีสิทธิมนุษยชนไม่ว่าจะเป็นคดีแรงงาน คดีเกี่ยวกับสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ชนพื้นเมือง หรือคดีความมั่นคง

           การติดต่อกับ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม’ (CrCF) สามารถติดต่อได้ดังนี้: มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เลขที่ 111 ซอยสิทธิชน ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320 การติดต่อทางโทรศัพท์หมายเลข 02-693493902-6934831 การติดต่อทางโทรสาร (Fax): 02-2753954 การติดต่อทางอีเมล์:  This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it  และ  This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it  โปรดใช้ช่องทางนี้เพื่อรับคำแนะนำ-ช่วยเหลือในกรณีท่านรู้สึกกำลังถูกคุกคามสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน หรือกำลังถูกลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ (dehumanizing)

สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพื้นที่

 

pornpen.jpg

เวทีเสวนาในหัวข้อ สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดชายแดนใต้” กำลังจะเริ่ม คุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ (ในรูป) เจ้าของรางวัล ผู้หญิงปกป้องสิทธิมนุษยชน’ 1 ใน 3 คนประจำปีนี้ (พ.ศ. 2551) จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในฐานะพิธีกรเชิญผู้ดำเนินการเสวนา คุณอิสมาแอ สาและ รองเลขาธิการสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทยทำหน้าที่บนเวที ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่ได้รับเชิญ ได้แก่ พล.ต.ต. วีรยุทธ สิทธิมาลิก รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการณ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า รับผิดชอบงานสอบสวนคดีพิเศษ งานกิจการพลเรือน และงานเสริมสร้างสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และผู้บัญชาการกองกำลังตำรวจสงขลา รับผิดชอบการรักษาความสงบในอำเภอจะนะ เทพา นาทวีและสะบ้าย้อย,พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ โฆษกกองทัพภาคที่ 4คุณพรชัย หลิมตระกูล หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

           นอกจากนี้ยังมีคุณอังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ คุณอภิศักดิ์ สุขเกษม กรรมการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และอาจารย์อับดุลชูกูร์ บินชาฟิอีย์ ดินอะ (อับดุลสุโก ดินอะ) นักวิชาการในพื้นที่และคอลัมนิสต์โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศราฯ

          ผู้นำการเสวนาคุณอิสมาแอ สาและเชิญคุณอภิศักดิ์ สุขเกษม นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เพื่อบอกเล่าสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ในมุมมองของนักศึกษา คุณอภิศักดิ์ส่งสลามทักทายที่ประชุมด้วยข้อความว่า ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน” เยี่ยงชนมุสลิม (แต่ตัวเธอเองยังเป็นพุทธฯ) เนื่องจากทำงานเกาะติดในพื้นที่มานาน ขอขอบคุณผู้จัดที่ให้โอกาสตัวแทนของสหพันธ์นิสิตฯ ขึ้นเวที จะได้ถือโอกาสนี้แลกเปลี่ยนทัศนะด้วย

           กรรมการสหพันธ์นิสิตฯ กล่าวว่า นักศึกษาจากหลายสถาบันได้รวมตัวกัน และมีบทบาทต่อสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ในแง่ที่ต้องการลดความรุนแรงให้น้อยลง น่าดีใจที่ว่า จากการลงพื้นที่นักศึกษาได้รับการต้อนรับจากพี่น้องประชาชนอย่างดี ทางด้านเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะทหารพรานก็ให้การต้อนรับอย่างดีมาก แต่ก่อนที่ตนจะพูดว่าสถานการณ์ใน 3 จชต. เป็นอย่างไร ตนขอให้มองไปที่ชาวบ้าน เวลาพวกเขาประสบปัญหาเดือดร้อนขึ้นมา พวกเขาไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหน จะไปร้องเรียนที่ไหนอย่างไร ก็ทำไม่ได้

ระบุชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรม

           วันนี้ผมคิดว่า สิ่งสำคัญที่สุดของปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงยืดเยื้อแล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะสงบนั้น ผมคิดว่าปัญหาอันดับแรกๆ หรืออันดับต้นๆ ก็คือปัญหาความไม่ยุติธรรมในพื้นที่...” เขาอธิบายว่าไม่ว่าในระดับนโยบายหรือในระดับปฏิบัติการณ์ เจ้าหน้าที่รัฐมักไม่ได้ให้ความเป็นธรรมอย่างเพียงพอแก่ราษฎร

             เวลาพรรคการเมืองต่างๆ พูดถึงนโยบายของพรรคในการแก้ปัญหาภาคใต้ ต้องบอกว่าล้วนชูนโยบายอันเลิศหรู ตนเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐหลายๆ นโยบายที่ประกาศก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายสมานฉันท์หรือนโยบายเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา นับว่าเป็นนโยบายที่ดีและน่าจะได้รับการสนับสนุน แต่ปัญหาที่นักศึกษาพบเมื่อลงไปทำงานกับชาวบ้านในพื้นที่ ก็คือปัญหาชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ

ควบคุมตัวซ้อมผู้ต้องหาเป็นการละเมิดสิทธิ์ฯ

 

           จากข้อมูลที่พวกเรารวบรวมมาได้ตั้งแต่ 20 มกราคม 2551 จนถึงปัจจุบัน (6 มีนาคม) การรายงานสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน ประมาณเกือบสองร้อยรายแล้วที่ชาวบ้านประสบ” นายอภิศักดิ์กล่าวและพูดต่อไปว่า การบอกความจริงอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องนี้น่าจะเป็นประตูสู่ทางออกที่ดีได้

       ยกตัวอย่างกรณีเพื่อนคนหนึ่งของเขา ซึ่งกำลังศึกษาที่มหาวิทยาลัยในอิหร่าน จากการหาข้อมูลของเจ้าหน้าที่รัฐแจ้งว่าเขาถูกจับจากการถูกซัดทอด อันที่จริงทางเจ้าหน้าที่รัฐสามารถหาพยานหลักฐานไปพิสูจน์ในชั้นศาลได้ ไม่ใช่ไปละเมิดสิทธิ์ของเขาด้วยการซ้อมให้รับสารภาพถึงสองครั้ง เพราะถูกซัดทอด ทางเรายินดีที่จะให้กระบวนการยุติธรรมตรวจสอบ ถ้าเพื่อนของเราผิดจริง ก็ดำเนินการไปได้ แต่ไม่ใช่นำตัวเขาไปซ้อมถึงสองครั้ง ครั้งแรกที่ยะลา ครั้งที่ 2 ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ปัตตานี...” นายอภิศักดิ์กล่าวและบอกว่า กรณีนี้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง

           เราลงไปพูดคุยกับชาวบ้าน ผมเชื่อว่าวันนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่ไม่ต้องการเป็นศัตรูกับใคร พวกเขาอยากอยู่อย่างสงบ” เขากล่าวพร้อมกับบอกว่า การซ้อมทรมาน การบังคับให้รับสารภาพ จะทำให้พวกขบวนการได้แนวร่วมเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

3 วันแรกห้ามเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัว

         apisak.jpgผมไม่รู้ว่ากฎการห้ามเยี่ยมสามวันมันมีที่มาที่ไปอย่างไร” นายอภิศักดิ์ สุขเกษม (ในรูป) กล่าว แต่ปัญหาคือ ถ้าวันนี้เราจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของทางฝ่ายภาครัฐเองด้วย และฝ่ายนโยบายด้วย ผมคิดว่าน่าจะมีการยกเลิกระบบการห้ามเยี่ยมสามวัน” เขากล่าว

ตามที่ทราบกัน จากปฏิบัติการณ์ระงับปราบปรามผู้กระทำผิดรวมทั้งผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในพื้นที่ นำไปสู่การจับกุมประชาชนไม่เว้นแต่ละวัน ส่งผลไปถึงญาติทางบ้านซึ่งอาจเป็นพ่อแม่ภรรยาและลูกๆ ของผู้ถูกควบคุมตัวถึงกับเดือดร้อนไปด้วย เนื่องจากไม่สามารถไปเยี่ยมผู้ถูกควบคุมได้ทันที

อันเนื่องมาจากที่มีการออกกฎห้ามเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัว 3 วัน ญาติจึงจำเป็นต้องรอให้ครบ 3 วันก่อน แต่ถ้าหากผู้ต้องขังถูกย้ายไปที่อื่นก็ต้องนับหนึ่งใหม่ ญาติจึงอาจไม่ได้พบผู้ถูกควบคุมตัวซึ่งถูกส่งตัวไปมา เปิดโอกาสให้มีการซ้อมทำร้ายร่างกายผู้ถูกควบคุมตัวตามอำเภอใจ เพื่อเค้นหาความลับและกดดันให้รับสารภาพ ผู้ถูกคุมขังบางคนอาจถึงกับพิการ ถูกทำให้หายตัวหรือไม่ก็เสียชีวิต เป็นสาเหตุให้กรรมการสหพันธ์นิสิตฯ เรียกร้องให้ทหารยกเลิกคำสั่งห้ามเยี่ยม 3 วันดังกล่าวเสีย

             ปรากฏว่าในรอบที่สองที่ พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ โฆษกกองทัพภาคที่ 4 พูด ได้รับการต่อสายจากแม่ทัพภาคที่ 4 ประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัว 3 วันตามคำเรียกร้องของที่ประชุมฯ ซึ่งศูนย์ข่าวอิศราฯ ได้เสนอข่าวไปแล้ว ทำให้ในที่ประชุมพากันดีใจและปรบมือให้กองทัพภาคที่ 4 กันสนั่นห้องประชุมฯ (มีตอนที่สอง)

………………….

ที่มา: สำนักข่าวอิศรา

Last Updated ( Tuesday, 02 June 2009 02:07 )
 

ร่วมรณรงค์ ยกเลิกกฎหมายพิเศษ

Copyright © 2010 macmuslim.com. All Rights Reserved.
Joomla! is Free Software released under the GNU/GPL License.

Powered by Joomla!. Designed by: Free Joomla 1.5 Theme, ftp encyclopedia. Valid XHTML and CSS.